แนะนำประวัติ Benfay (Benjamin Fay) DJ ศิลปิน abstract

‘Benjamin Fay’ เติบโตขึ้นมา ณ เมือง Olten ของประเทศสวิสเซอร์แลนด์ โดยเส้นทางสายดนตรีของเขานั้น มีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก โดยเขาพยายามฝึกฝนแนวทางสายดนตรี ในรูปแบบของในตัวเอง จากการฟังบันทึกของเพลงสไตล์ Free jazz อย่างเป็นประจำ จนซึมลึกไปถึงจิตวิญญาณ ซึ่งเพลงเหล่านี้ก็เป็นของพ่อของเขาเอง

เดินทางตามความฝันตั้งแต่อายุ 19

เมื่อ ‘Benjamin Fay’ มีอายุ 19 ปี เขาตัดสินใจเรียนเครื่องดนตรี Double bass ณ วิทยาลัยดนตรีใน Bern ในปี 1999 จนกระทั่งเขาได้พบกับ Niels Jensen หรือ Dialogue ผู้ซึ่งแนะนำให้เขารู้จักกับดนตรีอิเล็กทรอนิกส์หลากหลายชนิด และสิ่งนี้ส่งผลให้การรับรู้ของ Benjamin นั้นมีความแตกต่างจาก Double bass ร่วมด้วยแนวทางดนตรีที่เขาเรียนรู้มา โดยเขาสามารถแต่งเพลงโดยไม่ต้องใช้ชุดพิเศษ เพื่อใช้ในการทำงานของเขา

เพราะฉะนั้นเพื่อจะได้มีสมาธิอย่างเต็มที่ในการผลิตดนตรีแนวอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเขาเริ่มจะติดใจเข้าให้แล้ว เขาจึงลงมือเรียนรู้ด้วยตัวเองอีกครั้ง ในช่วงของการเรียนเริ่มแรกเขาเริ่มเรียนเกี่ยวกับ การใช้อุปกรณ์ต่างๆ รวมทั้งพยายามสร้างสรรค์ศิลปะแห่งการควบคุมนี้อย่างเจาะลึก เพื่อสร้างความแตกฉาน โดยในเวลาที่บันทึก Autodidact เขาเรียนรู้วิธีการควบคุม การสังเคราะห์ซอฟต์แวร์แบบแยกส่วน เช่น Reaktor เป็นต้น หรือ ซอฟต์แวร์สตูดิโอ เช่น Wavelab

สำหรับเพลงแรกของเขาที่เขาแต่งเพลงออกมานั้น เป็นเพลงสไตล์เทคโนที่ทำให้ ผู้ฟังจำนวนมากนึกถึง Kanzleramt ด้วยความสามารถที่เพิ่มขึ้นตามการฝึกฝน ‘Benjamin Fay’ เริ่มปรับโครงสร้างของการแต่งเพลง ให้เป็นไปตามแบบฉบับของเขา เพราะฉะนั้นทุกวันนี้เมื่อเขาได้ยินเส้นทางแนวเพลงของเขาใครๆ เขาก็จะคิดว่างานของเขานั้นฟังดู ‘สะอาด’ มากอีกทั้งยังถูกจัดเรียงอย่างราบรื่น

การแสดงสดอันน่าประทับใจ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแสดงสด ‘Benjamin Fay’ ได้รับผลตอบรับและสร้างชื่อเสียงของตัวเองที่ดีมาก จนกกระทั่งได้ไปแสดงในสโมสรขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ เช่น Rohstofflager และ Tonimolkerei ในเมือง Zürich รวมถึง Reithalle ใน Bern ที่เขาอาศัยอยู่

‘Benjamin Fay’ นี่แหละที่เป็น DJ และความคิดสร้างสรรค์เบื้องหลังซีรีย์ ‘Future Sounds of Jazz’ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี ในฐานะการแสดงสด โดย ‘Benjamin Fay’ แสดงศักยภาพของตัวเองพร้อมเปล่งประกายได้อย่างสว่างไสว ท่ามกลางแสงน้อยที่สุด เขาใช้ประโยชน์จากความเรียบง่าย รวมเข้ากับความประหลาดใจดนตรีสไตล์ชนเผ่า หรือดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ในแบบฉบับของตัวเอง ต่อมา ‘Benjamin Fay’ หันไปหา DJ ING ในฐานะหนึ่งในผู้บุกเบิกทางภาคสนามอีกทั้งเป็นผู้ทดสอบ BATA เครื่องดนตรีพื้นเมือง ซึ่งได้รับการผสมผสานเข้ากันได้อย่างลงตัว ด้วยการใช้เครื่องผสม ‘MP3 TRAKTOR’และก้าวขึ้นมาเป็นนักดนตรีที่มีแนวทางเฉพาะ มีชื่อเสียงไปในวงกว้าง

https://www.youtube.com/channel/UC6uH2RMIUcMX0XJZfh_wL5Q/about?view_as=subscriber

แนะนำประวัติ Andy Graydon ศิลปินทางดนตรีสากล

‘Andy Graydon’ เกิดเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 1949, Burbank รัฐ California เขาเป็นนักแต่งเพลงชาวอเมริกัน, ศิลปิน, นักกีตาร์, นักร้อง, ผู้ผลิต และผู้เรียบเรียงเสียง ความสามารถล้นขนาดนี้แน่นอนว่าประวัติของเขาย่อมไม่ธรรมดา โดยเขาเป็นผู้ชนะรางวัล Grammy ติดกันถึง 2 รางวัล ในหมวดหมู่ R&B พร้อมเข้ารับการเสนอชื่อชิงรางวัล Grammy ถึง 12 ครั้งในหมวดหมู่ ‘Producer of the Year’ และ ‘Best Engineered Recording’ เขามีความเชี่ยวชาญสไตล์เพลงอันแตกต่างกันมากมาย นับว่าเป็นผู้มีความอัจฉริยะคนหนึ่ง

ประวัติความเป็นมาของ ‘Andy Graydon’

‘Andy Graydon’ เปิดตัวการร้องเพลงในวันเกิดครั้งที่ 2 ของเขาใน ‘Joe Graydon Show’ ซึ่งเป็นรายการ ทอล์ค โชว์ ใน Los Angeles โดยผู้เป็นเจ้าภาพ คือ Joe Graydon พ่อของเขา

การเข้ามาเป็นนักดนตรีใน L. A.

จากช่วงปลายทศวรรษที่ 1960 ถึงปลาย 1970 ‘Andy Graydon’ ทำงานเป็นนักดนตรีใน Los Angeles ทำงานร่วมกับศิลปินที่มีชื่อเสียงมากมาย เช่น Gino Vannelli, Barbra Streisand, Dolly Parton, Jackson Five, Alice Cooper, Cher, Joe Cocker, Marvin Gaye, Hall & Oates, Wayne Shorter รวมทั้งศิลปินคนอื่นๆ อีกมากมาย โดยเขาเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดี ในการเล่นกีตาร์ Solo ของเขาใน Steely Dan ในปี 1977 ในเพลงฮิตอย่าง ‘Peg’

ในปี 1997 เขาปรากฏตัวในฐานะตัวละครใน ‘Doonesbury’ พร้อมรับบทเป็น “Wah-Wah” Graydon ต่อมาเขาได้เล่นเพลงของ Jimmy Thudpucker อัลบั้ม “Greatest Hits” พร้อมด้วย Steve Cropper และ Donald “Duck” Dunn เขาเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างอัลบั้ม “Fretman Sam” มีหน้าที่เล่นกีต้าร์ Solo นอกจากนี้เขายังได้ติดตั้งโปรแกรม synthesizers สำหรับอัลบั้มนี้อีกด้วย

Producer

ผลงานการสร้างความยิ่งใหญ่ในวงการของของ ‘Andy Graydon’ ในฐานะ Producer เขาได้ทำงานร่วมกันกับศิลปินมากมาย เช่น George Benson, Al Jarreau, DeBarge, Sheena Easton, Art Garfunkel, Lou Rawls, Dionne Warwick รวมทั้งศิลปินที่มีชื่อเสียงท่านอื่นๆ อีกมากมาย

เขาเริ่มสร้างค่ายเพลงของตัวเอง ที่มีชื่อว่า ‘Sonic Thrust Records’ ในปี 2001 เพื่อให้อิสระในการสร้างสรรค์และทุ่มเทให้กับศิลปะในการแต่งเพลง โดยมีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ด้วยแนวทางของ Jazz ที่ตรงไปตรงมา, วัฒนธรรม POPร่วมสมัยสำหรับผู้ใหญ่, Classic, R&B รวมทั้งแนวทางอื่นๆ อีกมากมาย เพราะเขาเป็นผู้เปิดกว้างในดนตรีอย่างแท้จริง ในฐานะนักดนตรี เขามักจะทำหน้าที่ปรึกษาและเป็นผู้ทดสอบเมื่อมีอุปกรณ์ดนตรีใหม่เกิดขึ้นมา รวมทั้งทดลองอุปกรณ์บันทึกเสียงต่างๆ จากบริษัทรายใหญ่ทั้งหลาย

นักแต่งเพลง

ในส่วนบทบาทของนักแต่งเพลง Graydon เขียนเพลงมากกว่า 200 เพลง รวมถึงเพลงที่ได้ไปชนะในรางวัล Grammy อีกด้วย สำหรับเพลงที่เขาเป็นผู้แต่ง เช่น “Turn Your Love Around” (George Benson), “After the Love Has Gone” (Earth, Wind & Fire) รวมทั้งเพลงฮิตอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งผลงานและชื่อเสียงเหล่านี้เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่าเขามีค่าต่อวงการดนตรีมากมายขนาดไหน

http://pop448d550d.iwopop.com/

แนะนำประวัติ Karras (Manrico Montero) นักแต่งเพลง

Manrico เป็นหนึ่งผู้สร้างเสียงที่มีอิทธิพลมากที่สุด ในวงการศิลปะเสียงและดนตรี ในประเทศเม็กซิโกและละตินอเมริกามาอย่างยาวนานเกือบสองทศวรรษ เขาทำงานพร้อมแลกเปลี่ยนความคิด รวมทั้งช่วงเวลากับผู้คนจำนวนมหาศาลทั่วโลกจนกระทั่งกาลเวลาพาเดินทางมาถึง วันอันแสนเศร้าที่ผู้รักเสียงเพลงจากทั่วโลกต่างตกใจกับข่าวการจากไปของเขา….

Manrico ผู้สร้างเสียงอัจฉริยะ

โดยเขาเป็นหนึ่งในคนที่มีความสุขเพราะเขาได้ทำงานที่เขารัก ซึ่งงานของเขาก็สร้างความสุขให้แก่ผู้ฟังจำนวนมาก คุณงามความดีของเขามีหลายประการ โดย Mandorla เป็นผู้สร้างแพลตฟอร์ม ตลอดจนสร้างเครือข่าย ให้แก่ศิลปินรุ่นหลังอีกมากมายหลาย 10 คน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสะสมเพลงฤดูใบไม้ร่วง อันแสนน่าจดจำ นอกจากนี้ระหว่างออกเดินทางไปฝึกฝนด้านเสียงศิลปะ ในอเมริกาเหนือ, ยุโรป, ญี่ปุ่นและละตินอเมริกา Manrico เป็นผู้ปูทางให้ศิลปินหลายคนในเม็กซิโกรวมทั้งศิลปินจากต่างประเทศ ด้วยความสามารถและความรู้สึก อันมีต่อเสียงเพลงอันมหาศาลของเขา รวมทั้งบุคลิกใจดีใจกว้าง อันแสนมีเสน่ห์ของเขา ทำให้ชายคนนี้เป็นศิลปินตัวจริง

ผลงานโดดเด่นของเขา

เขาเป็นศิลปินที่มีความมุ่งมั่นจดจ่ออยู่กับการบันทึกภาคสนามโดยเฉพาะการบันทึกเสียงมาจากธรรมชาติ, การแต่งเพลงแนว Soundtrack โดยเขายังได้สร้างผลงานรูปแบบใหม่ ซึ่งมีชื่อว่า ‘Digi Acoustic’ ภายใต้ชื่อ Karras อีกทั้งเขายังร่วมเล่นกับวง ‘Estructuras de la Tarde’ ‘Orquesta Silenciosa’ ภายใต้ชุดปฏิภาณโวหาร

Manrico Montero ยังเป็นผู้ก่อตั้ง Mandorla อีกด้วย

Manrico ได้สร้างผลงานร่วมกับศิลปินชื่อดังมากมาย เช่น Fax, Alvaro Ruiz, Mario de Vega, Vera Ostrova, Salvador Villanueva, Paul Marron, Alexander Bruck รวมทั้งศิลปินคนอื่นๆ อีกมากมาย นอกจากนี้เขายังเล่นกับ Pauline Oliveros ในกรุง Maxico City ในปี 2006

จากงานอันแสนประณีต มีความสวยงามของเขา มาจากการบันทึกเสียงภาคสนาม, ภาษาศาสตร์, แมลงและนก ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีของการฝึกเสียง พร้อมสร้างผลงานร่วมสมัยที่มีการแต่งเพลงผสมผสาน จนกลายกันเป็นเสียงที่มีความน่าสนใจ โดยผลงานของเขาบอกเล่าเรื่องราว รวมทั้งปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อโลก เพื่อส่งสารไปยังผู้ฟัง

การทำงานของ Manrico เป็นไปอย่างตรงไปตรงมา มีความนุ่มนวล อีกทั้งยังมีความพยายามในการบุกเบิกสร้างผลงานใหม่ๆ ของเขา ในฐานะศิลปินผู้เปี่ยมล้นไปด้วยความสามารถ ทำนำศิลปะดนตรีกับวิทยาศาสตร์เข้ามาหลอมรวมกันได้อย่างน่าสนใจ

โดยการจากไปในช่วงต้นของ Manrico เป็นการเตือนให้ผู้ฟัง เข้าใจถึงการมีอยู่ชั่วคราวของชีวิต และ Manrico Montero ทำให้ผู้ติดตามเขาได้รู้ว่า ชีวิตของเรานั้นมีค่าและเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว เพราะฉะนั้นอะไรก็ตามที่เราทำออกมา มันคือ สิ่งที่เราจะทิ้งไว้ข้างหลังก่อนจะจากไป

http://fifa55true.postbit.com/fifa55.html